วันที่ 14 ธันวาคม 2565 ที่ห้องประชุม POC ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเสวนา Dialogue Between Historic and Cultural Cities of Langcang - Mekong Counties ครั้งที่ 2 และกล่าวสุนทรพจน์ ในหัวข้อ การผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นและการท่องเที่ยว อย่างสร้างสรรค์เพื่อการลดความยากจน ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Zoom Meeting) พิธีเปิดการเสวนา โดยผู้แทนสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์แห่งประชาชนจีน (CPAFFC) ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต และผู้แทนมณฑลเหอหนาน
ผู้เข้าร่วมการเสวนาฯ มีผู้แหนระดับสูงฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน อาทิ รองประธานสมาคม CPAFFC (เทียบเท่าระดับอธิบดี) ประธานสมาคม CPAFFC สาขามณฑลเหอหนาน หรืออธิบดีสำนักงานการต่างประเทศมณฑลเหอหนาน และ ผู้บริหารระดับเมืองของเมืองต่าง 1 ประกอบด้วย เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน เมืองเป๋าติ้ง มณฑลเหอเป่ย เมืองยู่ซู่ มณฑลชิงไห่ เมืองเจาทง มณฑลยูนนาน และนครเฉิงตู และมณฑลเสฉวน
หัวข้อหลักของการเสวนา (Theme & Topics)
Theme: การพัฒนากรอบความร่วมมือ "Win-win Cooperation" (Win-win Cooperation for Common Development)
1.การผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นและการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์เพื่อการลดความยากจน (Creative Integration of Local Culture and Tourism for Poverty Reduction)
2.การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยน และการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอารยธรรม (Cultural Heritage Protection and Exchanges and Mutual Learning Among Civilizations)
3.ความร่วมมือต้านการแพทย์แผนดั้งเดิมและสาธารณสุข (Cooperation on Tracitional Medicine and Public Health)
การผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นและการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์เพื่อการลดความยากจน (Creative Integration of Local Culture and Tourism for Poverty Reduction) วัฒนธรรมท้องถิ่นกับการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดเป็นอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนอีสานมีความผูกผันกับประเพณี วัฒนธรรม จากรุ่นสู่รุ่น และยังคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ สร้างเสน่ห์ให้กับชุมชน ดึงดูดให้คนจากต่างพื้นที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว พื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ "ทุนทางวัฒนธรรม" ที่มีการส่งเสริมให้เกิดเป็น "เศษฐกิจสร้างสังคมไทยยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" และ "ทุนทางวัฒนธรรม" มากนัก แต่ถ้าจะกล่าวเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน วัฒนธรรมที่มีในปัจจุบันก็คือ "วัฒนธรรมท้องถิ่น" ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานียังมีวัฒนธรรมท้องถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีกมากมายในแต่ละพื้นที่ ทั้งงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ประเพณีสงกรานต์ วัฒนธรรมการกินของคนอีสานที่เห็นได้ซัดคือไม่นิยมใส่กะทิ หรือใช้วิธีการทอด หรือการใช้เครื่องปรุงเครื่องเทศที่สลับซับซ้อน หากแต่นิยมการ หมก คั่ว ปิ้ง จื่ ก้อย ลาบ โดยวิถีเดิมและใช้เกลือน้ำปลาร้า เป็นส่วนผสมซึ่งถือเป็นเสน่ห์และอัตลักษณ์ที่น่าสนใจและดัดแปลงอาหารในพื้นที่ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้ และด้วยวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายประกอบกับบางพื้นที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเพื่อนบ้านคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงที่มีเขตแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จะมีความแตกต่างและหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่ทั้งหมดนี้ก็ก่อให้เกิดเป็นภาพลักษณ์ของประเทศไทยและเป็นเสน่ห์ที่น่าดึงดูดใจจนทุกวันนี้ ในปัจจุบันการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ โดยการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นรวมทั้งการนำวิถีชีวิตของคนในแต่ละชุมชนที่เป็นมรดกสืบทอดกันมาต่อยอดให้เกิดเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน ทำให้ทุกคนในพื้นที่ ที่มีความผูกพันกันในท้องถิ่นเกิดความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของมีความรักหวงแหนร่วมกัน โดยมีศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นเป็นตัวบ่งชี้ความสำคัญของคนในสังคมซึ่งสืบทอดกันมาช้านาน ประโยชน์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น คือ ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี สร้างความเข้าใจ และการวมพลังในการสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่างร่วมกันของคนในท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชนที่แตกต่างกันไปตามสภาพสิ่งแวดล้อม โดยมีศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านเป็นตัวกำหนด สร้างความบันเทิงแก่กลุ่มคนในสังคม เช่น การฟังเพลงหมอลำ การร้องเพลงพื้นบ้าน การแสดงคนตรีหมอลำ การฟ้อนรำแบบอีสาน ตลอดจนพิธีกรรมและประเพณีในเทศกาลต่าง ๆ ตาม ฮีตสิบสอง คองสิบสี่" เป็นหลักฐานอันสำคัญยิ่งของชีวิต ดังนั้นสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดจึงกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่เสริมส่งเศรษฐกิจในพื้นที่ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และลดความยากจนให้กับคนในพื้นที่โดยการนำประเพณีวัฒนธรรมมาและวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นถิ่น การละเล่นในพื้นที่ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานมาเป็นอาชีพเสริมแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของตน เกิดการเรียนรู้และอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน กล่าวโดยสรุปได้ว่าการพัฒนากรอบความร่วมมือของ "Win-Win Cooperation"(Win-win Cooperation for common Development) หากเกิดการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นและการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ที่นำเอาประเพณี วัฒนธรรมที่สวยงามของแต่ละพื้นที่เข้ามาเป็นจุดเชื่อมโยงกันเชื่อแน่ว่าจะสามารถลดความยากจนในพื้นที่ได้แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นตัวตนและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ต่อไปได้ เพราะเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่เราร่วมกันนำสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเผยแพร่และสร้างความสนใจต่อนานาประเทศได้และสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่เกิดการเผยแพร่และอนุรักษ์ไปพร้อมกัน