ต่อเนื่องไม่หยุด พ่อเมืองอุบลฯ เยือน “โคก หนอง นา” พาชมความสำเร็จ ที่ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี

  วันที่ 16 มิถุนายน 2566 นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี มอบหมายให้ นายสมเพชร สร้อยสระคู รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” และโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรม การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ รูปแบบ โคก หนอง นา  ในพื้นที่อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นางสาววิจิตร  หลงชิน รักษาราชการแทนพัฒนาการจังหวัดอุบลราชธานี นางใจทิพย์ ภาษีผล นายอำเภอน้ำขุ่น นายไทย  สีสิทธิ์ พัฒนาการอำเภอน้ำขุ่น หัวหน้าส่วนในระดับอำเภอ และ นักวิชาการพัฒนาชุมชนจาก จังหวัด/อำเภอ ร่วมให้การต้อนรับและสนับสนุนการดำเนินงานฯ
         เวลา 09.30 น. นายสมเพชร  สร้อยสระคู รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะติดตามการดำเนินงานฯเดินทางถึงแปลงพื้นที่ต้นแบบ ของนายเปรียว  ศรีบุญ หมู่ที่ 9 ตำบลโคกสะอาด  พื้นที่ดำเนินการ 3 ไร่ โดยมี นายอำเภอน้ำขุ่น  หัวหน้าส่วนราชการในระดับอำเภอให้การต้อนรับ จากนั้นคณะติดตามงานฯ รับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ซึ่งนายเปรียว  ศรีบุญ ได้เล่าให้คณะติดตามได้รับฟังว่า ตนเองเป็นข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการ โดยมาทำโคก หนอง นา เพราะลูกสาวสมัครเข้าร่วมโครงการฯ เริ่มแรกตนทำโคก หนอง นา แบบไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ปลูกต้นไม้ ก็ปลูกโดยไม่รู้หลักวิชาการ ช่วงที่เข้าร่วมโครงการใหม่ ๆ สุขภาพไม่แข็งแรง ต้องไปพบคุณหมอบ่อยครั้ง หมอบอกให้ตนดูแลสุขภาพให้ดี เพราะมี ภาวะเป็นโรคความดันสูงและโรคเบาหวาน จากนั้นตนก็ได้ทำโคก หนอง นา เรื่อยมา  ภายหลังจากที่ทำโคก หนอง นา ตนได้ไปพบหมอตามที่นัดหมาย หมอบอกว่าไปทำอะไรมาทำไมร่างกายถึงแข็งแรงขึ้น ภาวะความดันและเบาหวานไม่มีเลย  ตนจึงรู้แล้วว่า การทำโคก หนอง นา ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น หลังจากนั้นจึงได้ทำโคก หนอง นา อย่างจริงจัง ต้นไม่ที่ปลูกส่วนใหญ่ จะเป็นมะพร้าว ไผ่ อะโวกาโด้ กล้วย หญ้า และในบ่อมีการเลี้ยงปลา ผลผลิตที่ได้จากแปลง จะเป็นพวกปลา หน่อไม้ กล้วย และสิ่งที่ได้รับจากการทำโคก หนอง นา ได้แก่ 1.สุขภาพ ที่แข็งแรง 2.ความสุข สุขที่ได้เห็นต้นไม้ที่ตนปลูกงอกงาม 3.ความอบอุ่นในครอบครัว ที่ได้อยู่ด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา 4.ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แทบจะไม่ซื้ออาหารเลย 5.มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตกับชาวบ้านที่เลี้ยงวัว นำมูลวัว มาแลกหญ้าในแปลง 6.เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ที่สนในเข้ามาสอบถามเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ  ซึ่งนายเปรียว ศรีบุญ ยังบอกอีกว่า ตนรักการทำโคก หนอง นา และจะตั้งใจพัฒนาแปลงโคก หนอง นา ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ให้สังคมให้ได้ และขอขอบคุณ กรมการพัฒนาชุมชนที่นำโครงการดีๆแบบนี้มาให้ตนและชาวบ้าน
    ในการนี้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดอุบลราชธานี ได้นำต้นกล้าหม่อนไหม มามอบให้แปลงพื้นที่ต้นแบบปลูกเป็นแปลงสาธิตและเป็นต้นแบบของหมู่บ้าน จำนวน 100 ต้น จากนั้นคณะติดตามฯได้ร่วมกิจกรรมสร้างความมั่นคงทางอาหาร”บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และปลูกหม่อนเลี้ยงไหม พร้อมทั้งเดินเยี่ยมชมแปลงพื้นที่ต้นแบบฯ    
  เวลา 13.30 น. คณะติดตามงานโคก หนอง นา ได้เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรม การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่รูปแบบ โคก หนอง นา ของแปลง นายทองไล  หงส์คำ หมู่ที่ 9 ตำบลขี้เหล็ก พื้นที่ดำเนินการ 3 ไร่ ซึ่ง แปลงของนายทองไล หงส์คำ เป็นจุดเรียนรู้ของหน่วยงานต่างๆ ของอำเภอน้ำขุ่น ทั้ง พัฒนาชุมชนอำเภอ เกษตรอำเภอ ปศุสัตว์อำเภอ ประมงอำเภอ กศน.อำเภอ เป็นต้น ผลผลิตในแปลง มีทั้งพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ยืนต้น เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด และผลผลิตในแปลงที่สร้างรายได้ให้กับครัวเรือน ได้แก่ มะพร้าว มะม่วง มะนาว ฝรั่ง มะละกอ ปลา และ ไข่เป็ด เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวไม่น้อยกว่า 200 บาทต่อวัน จุดเด่นของแปลงนี้คือ การทำการตลาด โดยลูกสาวของนายทองไล ได้นำผลผลิตของแปลงโพสขายในระบบ Online ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แปลงเป็นอย่างดี   
    จังหวัดอุบลราชธานี ได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”  และโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” เป็นศูนย์เรียนรู้หรือแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต และมีขีดความสามารถ ในการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งได้ดำเนินการขับเคลื่อนมาแล้ว จำนวน 2 ปี 8 เดือน ตั้งแต่ ปี 2564 ดำเนินการในพื้นที่ 25 อำเภอ 177 ตำบล จำนวนทั้งสิ้น 4,044 ครัวเรือน/แปลง แยกเป็นพื้นที่ CLM (10 ไร่) จำนวน 2 ครัวเรือน/แปลง,พื้นที่ CLM (5 ไร่) จำนวน 69 ครัวเรือน/แปลง, พื้นที่ HLM (1ไร่)จำนวน 1,750ครัวเรือน แปลงพื้นที่ HLM (3 ไร่),จำนวน 2,223 ครัวเรือน แปลง
ผลการประเมินศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ ดังนี้
- ในปี พ.ศ. 2565 ระดับ A ต้นแบบศูนย์เรียนรู้ จำนวน 1,551 แปลง คิดเป็นร้อย 38.35  ระดับ B ส่งเสริมสู่ต้นแบบ จำนวน 2,357  แปลง คิดเป็นร้อยละ 58.29 ระดับ C ปรับตัวสู่การพัฒนา จำนวน 136 แปลง คิดเป็นร้อยละ 3.36 
- ในปี พ.ศ. 2566 ระดับ A ต้นแบบศูนย์เรียนรู้ จำนวน 2,307 แปลง คิดเป็นร้อย 57.05  ระดับ B ส่งเสริมสู่ต้นแบบ จำนวน 1,622  แปลง คิดเป็นร้อยละ 40.11 ระดับ C ปรับตัวสู่การพัฒนา จำนวน 115 แปลง คิดเป็นร้อยละ 2.84 (ข้อมูล ณ วันที่ 27 มีนาคม 2566)
             สำหรับอำเภอน้ำขุ่น มีครัวเรือนเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” จำนวน 290 แปลง แยกเป็นแปลงศูนย์เรียนรู้ระดับตำบล (CLM) พื้นที่ 15 ไร่ จำนวน 3 แปลง และพื้นที่ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ระดับครัวเรือน (HLM) พื้นที่ 3 ไร่ จำนวน 201 แปลง พื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 86 แปลง และโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรม การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ รูปแบบ โคก หนอง นา ปี 2564 จำนวน 10 แปลง  แยกเป็นพื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 5 แปลง และ พื้นที่ 3 ไร่ จำนวน  5 แปลง  
    ในโอกาสนี้ นายสมเพชร  สร้อยสระคู รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  ได้กล่าวกับผู้ที่มาร่วมให้การต้อนรับ ว่า “ขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่อำเภอ และชาวบ้าน พร้อมทั้งเจ้าของแปลง ที่ให้การต้อนรับเป็นที่ประทับใจ การออกติดตามงานโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โตก หนอง นา โมเดล” และโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในครั้งนี้ ท่านชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี มีนโยบายให้หน่วยงานราชการในระดับจังหวัด ออกติดตามการดำเนินงานโครงการฯ และมาเยี่ยมเยือน ให้กำลังใจแก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯ     
       สำหรับการตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในครั้งนี้ เป็นการมาเยี่ยมเยือนให้กำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ  ขอบคุณทุกๆคน ที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยกันสร้างอาหารที่มีความปลอดภัย ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยกันเพิ่มพื้นที่ป่าให้กับชุมชน และที่สำคัญที่สุดเกิดการแบ่งปัน เกิดสังคมเกื้อกูลกัน ส่งผลให้ชุมชนมีความสุข ในการดำเนินโครงการนั้น มีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นต้นแบบในการเปลี่ยนแนวคิดในการประกอบอาชีพของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้น ส่งเสริมการเรียนรู้ เเละการมีส่วนร่วมโดยใช้ศาสตร์พระราชา ควบคู่ไปกับ หลักกสิกรรมธรรมชาติ และประสบการณ์ที่เราลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันเเละกัน ทำให้เกิดองค์ความรู้ เกิดปัญญาในการใช้ชีวิต เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายของโครงการฯ ก็คือการสร้างความเพียงพอให้ตนเองก่อน เเล้วขยายไปภายนอก มีการแบ่งปัน มีความเอื้ออาธรของคนในชุมชน


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar