นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการประกันราคาสินค้าเกษตร 5 ชนิด (ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา) ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ช่วยให้เกษตรกรพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความมั่นใจของทั้งผู้ซื้อและเกษตรกร และทำให้เกิดความมั่นคง ไม่ว่าราคาตลาดจะเป็นเช่นไร โดยรัฐบาลเห็นว่าเกษตรกรที่ปลูกพืชทั้ง 5 ชนิด ต้องได้รับการดูแล เนื่องจากเป็นพืชสำคัญ ที่มีปริมาณการปลูก พื้นที่ปลูก เกษตรกรที่ปลูกส่วนใหญ่ของประเทศ โดยจากความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ที่จับมือเดินหน้า ทำให้ราคาพืชเกษตรเกือบทุกชนิด ราคาขยับค่อนข้างดีขึ้น ยกตัวอย่าง ยางพาราก้อน ประกันกิโลละ 23 บาท ราคาในตลาดจริง ซื้อกันที่กิโลละ 24 – 26 บาท ถึงแม้ยางพาราก้อนราคาดีขึ้น แต่น้ำยางข้นอาจจะยังไม่สูงกว่าราคาประกัน แต่ยังเป็นราคาที่สูงกว่าในอดีตที่เคยผ่านมา ซึ่งทางรัฐบาลยังคงต้องจ่ายเงินส่วนต่างของราคาประกันในส่วนของน้ำยางข้น ราคาข้าวเปลือก ในช่วงตั้งแต่กลางปี 64 เป็นต้นมาเกิดอุทกภัยน้ำท่วม ข้าวได้รับความเสียหาย คุณภาพข้าวไม่ดี เป็นเหตุให้ราคาตก แต่ในช่วงต้นปี 2565 ราคาข้าวเปลือกเริ่มดีขึ้น สูงกว่าราคาประกัน เช่นเดียวกัน มันสำปะหลัง ราคาประกันที่ 2.50 บาท ซึ่งในตลาดรับซื้อในช่วงนี้ราคาประกันอยู่ที่ 2.60 -2.70 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาประกัน และสูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประกันที่ราคา 8.50 บาท ราคาตลาด 9 -10 บาท เช่นเดียวกัน ปาล์มน้ำมัน ราคาประกันกิโลละ 4 บาท ราคาตลาด 6 – 10 บาท แต่อย่างไรก็ตามการที่ราคาสูงกว่าราคาประกันอาจจะด้วยหลายๆสาเหตุ ทั้งปริมาณและผลผลิตอาจจะออกมาไม่มาก ทำให้ราคาถีบตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่การประกันรายได้สินค้านับเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะประกันให้กับเกษตรกร ถึงแม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ที่ราคาตกต่ำ ซึ่งทางรัฐบาลจะเข้าไปดูแลในส่วนต่าง โดยจ่ายให้เท่ากับราคาประกัน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้เดินหน้าและจับมือภาคส่วนต่างๆที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ นอกจากนี้ พืชอื่นๆที่ไม่ใช้พืช 5 ชนิดดังกล่าว ทางรัฐบาลและทางกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ใช้มาตรการเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลไม้ ซึ่งมีการจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ทั้งประเทศ โดยมีการวางแผนล่วงหน้า มี 18 มาตรการในการที่จะรับมือก่อนที่ผลไม้แต่ละชนิดจะออกมา พร้อมมาตรการต่างๆ ยกตัวอย่าง เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรในการกระจายผลไม้ออกนอกพื้นที่แหล่งผลิตโดยให้ค่าชดเชยกิโลละ 3 บาท เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการขนส่งผลไม้ออกนอกพื้นที่ เพื่อไปจำหน่ายและกระจายผลผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีเงินช่วยเหลือผู้ที่กระจายผลไม้ ลดดอกเบี้ยให้กับผู้ส่งออกผลไม้ ซึ่งเป็นมาตรการที่ทำอย่างต่อเนื่อง และซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามเร่งรัดในการดำเนินการ นอกจากนั้นยังมีการจัดทำแผนบริหารจัดการส่วน ในส่วนของพืชเกษตร เช่น หอม กระเทียมต่างๆ โดยแต่ละจังหวัดทำแผนบริหารจัดการพืชผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกมาในแต่ละฤดู มีการประมาณการพื้นที่ปลูก ประมาณการผลผลิต ประมาณการห้วงเวลา และ แผนบริหารจัดการการกระจายผลผลิตเหล่านั้นออกไปจำหน่าย ไม่ให้มีการกระจุกสินค้าผลผลิต เพราะหากผลผลิตกระจายไม่ทัน จะเป็นสาเหตุทำให้ราคาตก เกิดความเน่าเสีย ซึ่งในมาตรการเชิงรุกนอกจากนี้การบริหารจัดการใน ระยะยาวของรัฐบาลจะดูตั้งแต่ต้นน้ำ คือการลดต้นทุน การนำเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาเสริม ช่วยให้เกษตรกรของประเทศไทยทำเกษตรแบบประณีตขึ้น สนับสนุนส่งเสริมให้เพิ่มมูลค่า และช่องทางทางการตลาดที่ถือว่าสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามาตรการอื่นๆ